มารู้จักบารัค โอบามา (Barack Obama) ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา

และแล้วสหรัฐอเมริกาก็ได้ประธานาธิบดีคนที่ 44 แล้วคือ บารัก โอบามา (Barack Obama) วุฒิสมาชิกผิวสี วัย 47 ปี จากรัฐอิลลินอยส์ ตัวแทนพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ บารัก โอบามา ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโลก ด้วยการเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกาและนายโอบามาจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. 2552

บารัก โอบามา ประวัติประธานธิบดีสหรัฐฯคนที่ 44

ประวัติบารัค โอบามา

บารัค โอบามา (Barack Obama) เกิดเมื่อ 4 สิงหาคม 1961 เป็นนักการเมืองและวุฒิสมาชิกเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard) ทำงานเป็นนักกฎหมายด้านสิทธิพลเมือง (civil rights lawyer) ในเมืองชิคาโก (Chicago) และมาได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาในปี 2004

บารัค โอบามามักกล่าวเชิงตลกอยู่บ่อยครั้งว่าผู้คนมักจะเรียกชื่อเขาอย่างผิดๆ ว่า “Alabama” บ้าง หรือในชื่อว่า “Yo Mama” บ้าง และครั้งหนึ่งสถานีโทรทัศน์ CNN ของสหรัฐฯ ต้องออกมากล่าวขอโทษเขาหลังจากที่ใส่ชื่อเขาอย่างผิดพลาดออกหน้าจอในระหว่างการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนาย Osama Bin Laden ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคดา

ชีวิตวัยต้นของเด็กชาย โอบามา

บารัค โอบามา เกิดใน มลรัฐฮาวาย (Hawaii) ของสหรัฐอเมริกา เป็นลูกครึ่งระหว่างอเมริกัน-แอฟริกัน มีบิดาเป็นคนเคนยา แม่เป็นคนผิวขาวจากมลรัฐแคนซัส (Kansas) นามว่า Ann Dunham ซึ่งชื่อ บารัค โอบามา ของเขานี้ ก็เป็นชื่อเดียวกับชื่อของบิดาของเขาเช่นกัน บิดาของเขาเติบโตในเคนยา มีอาชีพเลี้ยงแพะ แต่สามารถได้รับทุนการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในมลรัฐอาวายของสหรัฐอเมริกา

บารัก โอบามา (Barack Obama) US Presidentบิดาของเขาได้มาพบกับมารดาของเขาในระหว่างที่เข้าศึกษาอยู่ในมลรัฐฮาวายนี้ โดยที่มารดาของเขาได้อาศัยอยู่กับครอบครัวที่เมืองโฮโนลูลู (Honolulu) ในมลรัฐฮาวายเช่นกัน

บิดากับมารดาได้แยกทางกันอยู่ต่อมาขณะที่เขาอายุได้เพียง 2 ขวบ และทั้งคู่ได้หย่ากันในที่สุด จากนั้น บิดาของเขาได้โอกาสเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะกลับไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลที่เคนยาและประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตลงเมื่อปี 1982

ขณะที่มารดาของเขาได้แต่งงานใหม่กับชายชาวอินโดนีเซียเมื่อบารัค โอบามามีอายุได้ 6 ขวบ และได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงจาการ์ตา (Jakarta) เมืองหลวงของอินโดนีเซีย และเด็กชายบารัค โอบามาได้อาศัยอยู่ในกรุงจาการ์ตาแห่งนี้เป็นเวลา 4 ปีก่อน แต่หลังจากนั้นได้กลับคืนมาอยู่กับตายายและเข้าโรงเรียนที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

การศึกษาที่ Columbia University และ Harvard Law School

วัยหนุ่ม นายบารัค โอบามาได้รับการศึกษาขั้นสูงด้านรัฐศาสตร์ต่อมาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ในเมืองนิวยอร์ก จากนั้นได้ย้ายมาทำงานอยู่ในเมืองชิคาโกเป็นเวลา 3 ปีในบทบาทนักพัฒนาชุมชน (community organiser)

จากนั้นในปี 1988 เขาได้ออกจากงานดังกล่าวไปเข้าศึกษากฎหมายต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard Law School) ในระหว่างนี้ เขาได้กลายมาเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานวารสารกฎหมายชื่อว่า Harvard Law Review ของมหาวิทยาลัย

หลังสำเร็จการศึกษาจากฮาร์เวิร์ดในปี 1991 ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง (magna cum laude) บารัค โอบามาได้กลับคืนมาที่เมืองชิคาโก มาฝึกหัดงานด้านกฎหมายสิทธิพลเมือง (civil rights law) ช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความเสมอภาคทางด้านที่อยู่อาศัยและการจ้างงาน นอกจากนี้ ยังทำงานบรรยายสอนหนังสือด้านกฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัยชิคาโกกระทั่งมาได้รับเลือกตั้งเข้าสู่วุฒิสภาสหรัฐฯ ในปี 2004

แต่งงานกับ Michelle Robinson

เขาแต่งงานกับนักกฎหมายเช่นเดียวกัน ภรรยาของเขา คือ Michelle Robinson โดยทั้งคู่พบกันในปี 1988 ขณะทำงานในสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโก และมาแต่งงานกันในปี 1992 มีบุตรสาวด้วยกัน 2 คน

บารัค โอบามา และครอบครัว

บทบาททางการเมืองของโอบามา

บารัค โอบามาได้ขึ้นมามีบทบาททางการเมืองระดับชาติหลังชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐฯ จากมลรัฐอิลลินอยส์ (Illinois) อย่างถล่มทลายในชื่อพรรคเดโมแครตในเดือนพฤศจิกายน 2004 บารัค โอบามาได้กลายมาเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนสหรัฐฯ และของโลก และเป็นวุฒิสมาชิกที่โดดเด่นคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านี้ในปี 1996 เขาได้ชนะเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์นี้ (ไม่ใช่วุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐฯ)

การกล่าวปราศรัยในที่ประชุมตัวแทนพรรคเดโมแครต (Democratic National Convention) ของเขาในปี 2004 ถือเป็นจุดที่สร้างความโดดเด่นทางการเมืองให้กับบารัค โอบามาทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ก่อนที่เขาจะได้ชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาได้เป็นครั้งแรกต่อมาดังกล่าว

โดยในฐานะวุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐอเมริกา บารัค โอบามามีประวัติการลงมติออกเสียงอย่างมั่นคงในแนวทางเสรีนิยม (liberal) แต่เช่นกันได้เห็นด้วยร่วมงานกับทางฝั่งพรรครีพับลิกันในประเด็นเช่นว่าการให้การศึกษาและการป้องกันโรคเอดส์

สงครามอิรัก

บารัค โอบามาในฐานะวุฒิสมาชิกเป็นผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สงครามอิรักของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเป็นคนแรกๆ โดยได้กล่าวต่อต้านทิศทางแนวโน้มที่จะทำสงครามกับอิรักของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงเวลาหลายเดือนก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะได้เปิดฉากบุกรุกรานอิรักในเดือนมีนาคม 2003

Vote Obama for the President

กับครอบครัว บารัค โอบามาได้ประกาศลงชิงชัยเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาประจำปี 2008 หลังจากวาระตำแหน่งของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งพรรครีพับลิกันได้สิ้นสุดลง และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวเก็งคนสำคัญ

บารัค โอบามาได้รับการหนุนหลังให้ประกาศลงรับเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 โดย Oprah Winfrey พิธีกรหญิงรายการสนทนาทางทีวีชื่อดังของสหรัฐอเมริกาและเป็นคนผิวสีเช่นเดียวกันในรายการของเธอ นอกจากนี้ Oprah Winfrey ยังปรากฎตัวช่วยเขาด้วยในการหาเสียง นอกจากนี้ ผลงานหนังสือที่ขายดีของบารัค โอบามาเองมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขาในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2008 นี้

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 บารัค โอบามาได้ประกาศอย่างเป็นทางการต่อมาที่ตึกโอลด์สเตทแคปิตอล (Old State Capitol) ในเมืองสปริงฟิลด์ (Springfield) แห่งมลรัฐอิลลินอยส์ (Illinois) ในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งประจำปี 2008 ที่กำลังจะมาถึง

ในการระดมทุนเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง บารัค โอบามาสามารถทำเงินได้สูงเทียบเท่ากับนางฮิลลารี คลินตัน(Hillary Clinton) หนึ่งในคู่แข่งคนสำคัญในพรรคเดโมแครตและเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหมายสูงว่าจะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา

บารัค โอบามา (Barack Obama) ค้นหาประวัติของประธานาธิบดีผิวสี

บารัค โอบามากับผลงานหนังสือ

บารัค โอบามาแต่งหนังสือขายดี 2 เล่ม เล่มแรกชื่อว่า Dreams from My Father: A Story of Race and Inheritance พิมพ์หลังจบการศึกษากฎหมายและก่อนลงเล่นการเมือง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตตอนวัยเด็กในเมือง โฮโนลูลู (Honolulu) และเมืองจาการ์ตา (Jakarta) วัยศึกษาในเมือง Los Angeles และในเมือง New York City และอาชีพนักพัฒนาชุมชนในเมือง Chicago ในช่วงทศวรรษ 1980

เล่มที่สองมีชื่อว่า The Audacity of Hope: Thoughts on Reclaiming the American Dream พิมพ์ในเดือนตุลาคม 2006 ในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006 เป็นหนังสือที่ขายดีอย่างรวดเร็ว มีการแปลเป็นภาษาอิตาลีและพิมพ์ออกมาในเดือนเมษายน 2007 ภาษาสเปนและเยอรมันพิมพ์ออกมาในเดือนมิถุนายน 2007

Tags: , , , , , , ,


Bookmark and Share Bookmark หน้านี้


เพื่อนๆสามารถกรอก Email เพื่อสมัครรับ Forward Mail ได้ฟรี ส่งตรงถึง Email Inbox คุณก่อนใคร ให้คุณ In Trend ไม่ตกกระแส
- มั่นใจและปลอดภัยจาก Spam เพราะใช้ Engine Service ของ Google

Powered by Google Groups

ยินดีด้วย นายแน่มาก แค่ 47 ปีก็ได้เป็น President ซูฮกจริงๆ

Leave a comment

(required)

(required)