“อนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์” โฉมใหม่ ไม่เพียงบอกเล่าถึงชีวิตคนคนหนึ่งและสะท้อนวิวัฒนาการทางการเมืองของไทย แต่ยังเป็นฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์ยังอาจแฝงบางแง่มุมของอุดมการณ์ที่ควรค่าแก่การเอาเยี่ยงอย่าง
คงต้องยอมรับว่า การทำอารยะขัดขืน (Civil disobedience) นั้น เป็นการกระทำหรือการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีสติปัญญา และเป็นผู้ที่ต้องการให้สังคม มีความเป็นธรรมมากขึ้น เมื่อใดก็ตามหลักกฎเกณฑ์และกฎหมาย มิอาจให้ความเป็นธรรม หรือเป็นที่ยอมรับแก่คนกลุ่มน้อยในสังคมได้ ตามช่องทางที่เป็นทางการที่มีอยู่ ก็จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม โดยผ่านช่องทางที่ไม่ปกติ (เช่น แนวทางที่ทางเครือข่ายพันธมิตรฯ ดำเนินการอยู่) แต่เพราะความเป็น “อารยะ” ของคนที่มาเรียกร้องเหล่านั้นจึงไม่ใช้วิถีทางแห่งความรุนแรงในการแก้ปัญหา
อารยะขัดขืน หรือ Civil Disobedience คือคำที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆในช่วงที่เกิดการประท้วงเช่นม๊อบ “พันธมิตร” บางคนเอาไปแปลว่า ดื้อแพ่ง แต่จริงๆแล้วคำว่า Civil Disobedience มีความหมายมากกว่านั้นและกินความหมายรวมถึงการดื้อต่อกฏหมายอาญาด้วย แต่สาระสำคัญของหลักการดังกล่าวคือการประท้วงและไม่ทำตามกฎหมายเพราะเห็นว่ารัฐไม่ได้ใช้กฎหมายอย่างเห็นทำ นอกจากนี้ยังต้องกระทำการประท้วงหรือต่อต้านโดยสันติวิธีและไม่ใช้ความรุนแรง
จริงๆว่าจะไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะช่วงนี้ประเทศชาติต้องการการสมานฉันทร์ แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะบ้านเมืองมันแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนไปแล้ว แต่อยากจะฝากข้อคิดอย่างนึงว่า ในบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเรากำลังสู้เพื่ออะไรและเพื่อใครกันแน่ ในสังคมเราถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์และเกมการเมืองจะพบว่ามีกลุ่มคนอยู่ 3 ระดับ
ผู้กำหนด
ผู้ขับเคลื่อน
ผู้ตาม
แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าใครอยู่กลุ่มไหน บางครั้งคนที่เราคิดว่าเป็นคนกำหนดเกมส์อาจจะเป็นแค่คนขับเคลื่อน แต่ละคนมองไม่เหมือนกัน เพราะถ้าโลกเราผู้คนมองอะไรเหมือนกันหรือมีความสามารถทางการรับรู้และมีโอกาสรับรู้เท่ากัน กล่าวได้ว่าโลกเราก็จะไม่มีการแบ่งเป็นประเทศ