Charismatic Leadership ภาวะผู้นำกับสิ่งที่มักจะมองไม่เห็น

วันนี้จะไม่มานั่งอธิบายว่า Charismatic Leadership คืออะไรหรือ ลักษณะแบบ Transformation Leadership คืออะไร เพราะที่จะพูดต่อไปนี้เป็นบทความสำหรับผู้บริหารระดับสูงหรือ Executive Management ซึ่งผู้ที่อยู่ในระดับเหล่านี้จะคุ้นเคยกับ Topic เหล่านี้อยู่แล้ว (บทความนี้เหมาะกับผู้ที่ผ่าน Program MBA หรือบริหารขั้นสูงมาแล้ว)

ช่วงนี้ดูทีวีเห็นมีข่าวม๊อบตีกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องของการต่อต้านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นระดับผู้นำของประเทศ หลายคนเกิดคำถามว่าเพราะอะไรทำไมคนถึงแตกแยกเช่นนี้ ทำไมถึงมีปัญหากับผู้นำตัวเองได้เพียงนี้

ด้วยความที่ทำพวก Case Study Review บ่อยๆ เวลามี Program สำหรับอบรมผู้บริหาร ได้มีโอกาสทำ Case Discussion จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของ Columbia, U Penn, Ann Arbor etc. ซึ่งมีการพูดในเรื่องของ transformation Leadership และสิ่งที่ขาดหายไปแทบจะทุกครั้งเวลามีอบรม

สิ่งที่ผู้บริหารไม่ว่าจะเป็น Transaction หรือ Transformation Leader มักจะขาดหายไปคือ “การย้อนมองดูตัวเอง” เพราะมักจะมีแต่คนอื่นมองให้ โดยเฉพาะบรรดาท่านๆระดับสูงทั้งหลาย

ผมเคยคุยตั้งแต่ระดับล่างๆสุดไปจนถึงระดับสูงไม่ว่าจะเป็นจากราชการในกรม กระทรวงหรือบริษัทใหญ่ๆ ตอนไปช่วยอบรม พบว่าแทบทุกคนไม่เคยมองดูตัวเองเลย แต่ละคนมักจะให้ความสำคัญกับ Management Tool ต่างๆ บางคนรู้งูๆปลาๆเอามาใช้ผิดๆถูกๆ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในภายหลังอย่างมากชนิดที่ว่าแก้ไขกันเกือบไม่ทันเลยทีเดียว

ยิ่งบรรดาเหล่าผู้บริหารทั้งหลายที่มักจะรายล้อมด้วยผู้ตามที่ชอบพูดจาเว่อร์ๆ อะไรก็ใช่ครับผม เหมาะสมครับนาย ได้ครับท่าน พวกนี้พอเจอแบบนี้บ่อยๆเข้าจะหลงตัวเอง และไม่ว่าจะทำอะไรมักจะมั่นใจเกินเหตุและชอบเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องเสมอโดยยึดติดกับภาวะ Charismatic ที่ตัวเองคิดเอาเองว่ามี

เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ลักษณะที่เรียกว่าคลื่นใต้น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบในด้านลบอย่างมากในด้านการยอมรับของตัวผู้นำเอง และจะสั่งสมขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่งที่บางครั้งก็สายเกินเยียวยา ซึ่งผมจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ”การไม่เคยดูตัวเอง

ทำไมหลายๆมหาวิทยาลัยหลายๆที่ๆเป็นต้นกำเนิดของ Management Tool เช่น Harvard หรือ Ann Arbor etc. จึงค่อนข้างเน้นในเรื่องของ “การไม่เคยดูตัวเอง” เวลาจัด Course อบรมระดับสูงให้กับผู้บริหาร?

นั่นก็เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้น คนที่อยู่ในระดับที่บริหารมักจะให้ความสำคัญในเรื่องของการเด็ดขาดประเภทที่ว่าผู้นำไม่เคยผิด หรือ ต้องมีวิสัยทัศน์ (ซึ่งพนักงานหรือ subordinate จะบอกคุณว่ามันเจ๋งมากๆแต่ในใจหรือเวลาไปคุยกันเองมักจะพูดว่า “Bull Shit”) สิ่งเหล่านี้หากเกิดขึ้นมานานมันจะทำให้ Admiration ของผู้บริหารค่อยๆหมดไปและในบางครั้งอาจกลายเป็นความน่าสมเพศเลยทีเดียว

โดยหลักแล้วพนักงานแทบทุกบริษัทจะต้องมีบางส่วนหรือทั้งหมดที่ไม่ชอบ Boss อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะชอบน้อย ชอบมาก หรือ ไม่ชอบเลยนั้นอีกเรื่องนึง ซึ่งนอกจากทฤษฏีแรงจูงใจต่างๆที่ต้องควรนำมาใช้ เช่น Reward, Value Setup, หรือ Job Rotaion etc. แล้วยังมีเรื่องนึงที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การย้อนมองตัวเอง”

ไม่ว่าคุณจะให้สวัสดิการดีหรือบริหารงานดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณทำตัวงี่เง่าในสายตาพนักงานองค์กร คุณจบ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นอย่างไร … โดยปกติคงไม่ใช่การเข้าไปถามว่า “เฮ่ คุณคิดอย่างไรกับผม” … ซึ่งแน่นอนว่า พนักงานไม่มีทางบอกคุณหรอกว่าคุณมัน Suck คุณควรทำตัวไหม่ …. แต่มันมีวิธีซึ่งทาง Harvard Business Press ได้เคยลง Article นี้ไว้น่าสนใจมากซึ่งผมอาจจะเอามา Review ให้ฟังในโอกาสต่อไป

เมื่อพูดถึง Topic ที่ Charismatic Leadership ชอบละเลยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกตัวอย่างของนายกรัฐมนตรีของไทยในขณะที่เขียนบทความนี้คือ สมัคร สุนทรเวช

คนผู้นี่โตมาจากสายการเมืองการปกครองก็จริง แต่เป็นประเภทที่โบราณและติดนิสัยโบราณมา คือมีลักษณะพูดจาโผงผาง ไม่ยอมใคร และไม่ยอมรับเรื่องอะไรๆทุกอย่างถ้ามีคนบอกว่าตัวเองผิด

ต้องยอมรับว่าคุณสมัครมีลักษณะที่เป็น Charisma เกือบครบ แต่ทำไมถึงโดนขับไล่และมีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบ คำตอบก็คือเพราะคุณสมัครไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาและยึดติดว่าวิธีของตัวเอง แนวคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เด็ดขาดกับฝ่ายที่ตัวเองคิดว่าสามารถจัดการได้ แต่คนที่ตัวเองรู้ว่าจีดการไม่ได้ ก็ใช้วิธีแบบขอไปที ทำอะไรเกรงใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประชาชนสามารถรับรู้ได้ทั้งจากทางสื่อต่างๆ ที่คุณสมัครออกมาให้สัมภาษณ์

คุณจะปกครองส่วนรวมได้อย่างไรถ้าคุณหงอยกับอีกคน แต่คุณไปทำเป็นมีหลักการกับอีกคน พอมันนานวันเข้ามันสะสมไง จนบานปลายเป็นความไม่พอใจขึ้นมา สมัครยังดีที่มีคนออกมาด่าให้ได้ยิน แต่เชื่อเถอะในองค์กรหลายๆองค์กรยิ่งเป็นระบบราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชาคุณเค้าไม่ไปด่าคุณต่อหน้าหรือออก TV หรอก แต่เค้าจะใช้วิธีที่เรียกว่า “คลื่นใต้น้ำ” ซึ่งคุณจะไม่มีวันรับรู้แต่มันจะเกิดเรื่องในภายหลังซึ่งวันนั้นเป็นวันที่คุณหมดศรัทธาสำหรับพวกเขาไปแล้ว ทีนี้เวลาคุณทำอะไรเค้าจะไม่ให้ความร่วมมือคุณ และพร้อมจะหัวเราะเยอะคุณตลอดเวลาที่คุณทำผิด

การประชุมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในองค์กรไม่ได้เกิดบนหอคอยงาช้างหรือ Ivory Tower แต่เกิดที่ Cafeteria ต่างหาก

ดูอย่างตอนนี้ที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินแต่ไม่มีประชาชนคนไหนกลัว ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตปกติแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะอะไร เพราะเค้าไม่เชื่อถือคุณแล้ว คนเค้าเชื่อไปแล้วว่าคุณสร้างสถานการณ์ขึ้นมา โดยทั้งๆที่คุณอาจจะไม่ได้ทำด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นเพราะว่าคนหลายคนเชื่อไปแล้วว่าคุณเป็นรัฐบาลที่โกงกินหรือคุณมัน Suck มากๆ และไม่มีทางทำอะไรเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

คือไม่ว่าคุณจะทำอะไรดีแค่ไหน พอ Bias มันเกิดขึ้นแล้ว มัน Restore ยากมาก และนี่เป็นสาเหตุที่ทำไมในโลกของ management สมัยไหม่จึงมีการตื่นตัวกับเรื่อง “Charismatic Leadership ภาวะผู้นำกับสิ่งที่มักจะมองไม่เห็น” นั่นเอง

ถ้าคุณชอบบทความนี้ Bookmark ได้ครับ
  • Technorati
  • Digg
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Google Bookmarks
เพื่อนๆสามารถกรอก Email เพื่อสมัครรับ Forward Mail ได้ฟรี
ส่งตรงถึง Email Inbox คุณก่อนใคร ให้คุณ In Trend ไม่ตกกระแส
- มั่นใจและปลอดภัยจาก Spam เพราะใช้ Engine Service ของ Google

Google Groups

Popularity: 1%


Leave a comment

(required)

(required)



ถ้าหากเกิดปัญหานี้ขึ้นมาในบริษัทแล้วจะมีวิธีแก้ไขยังไงคะ เพราะที่บริษัทก็มีคลื่นใต้น้ำอยู่เหมือนกัน ส่วนตัวคิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำงานมากเลย แล้วจะมีวิธีอะไรบ้างมั้ยที่จะเตือนให้ผู้บริหารรู้ว่าเค้าควรจะลองย้อนมองตัวเองบ้าง ได้อย่างแนบเนียนที่สุด รบกวนหน่อยนะคะ

Thank สำหรับบทความดีๆค่าๆๆๆๆ พี่เอ ว่าแต่ Sheet Research เรื่อง Leadership Tactics กะ Balance Scorecard เมื่อไหร่จะได้เนี่ย เดี๋ยวเค้าทำไม่ทันแล้ววววว

ควรจะคุยกันอย่างเปิดอกครับ ถ้าเป็นผู้บริหารแล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ หน่อมแน๊ม ก็คงต้องเล่นให้หนัก หุหุ

เยี่ยมเลย อ่านแล้วเข้าใจง่าย

ขอบคุณมาก

ดีครับ มีประโยชน์มากๆ เผื่อในอนาคตคงมีโอกาสได้นำไปใช้

พี่เอนี่ ถ้าท่าทางจะอ่านหนังสือพวกบริหารมาก จนมันซึมเข้าสู่เส้นเลือดแล้วววว อย่าอ่านจนดึกนะคะ เดี๋ยวววขอบตาดำ คลำ ไม่หล่อ ฮิฮิ