อารยะขัดขืน (Civil Disobedience) กับสังคมและการเมืองไทย
คงต้องยอมรับว่า การทำอารยะขัดขืน (Civil disobedience) นั้น เป็นการกระทำหรือการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีสติปัญญา และเป็นผู้ที่ต้องการให้สังคม มีความเป็นธรรมมากขึ้น เมื่อใดก็ตามหลักกฎเกณฑ์และกฎหมาย มิอาจให้ความเป็นธรรม หรือเป็นที่ยอมรับแก่คนกลุ่มน้อยในสังคมได้ ตามช่องทางที่เป็นทางการที่มีอยู่ ก็จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม โดยผ่านช่องทางที่ไม่ปกติ (เช่น แนวทางที่ทางเครือข่ายพันธมิตรฯ ดำเนินการอยู่) แต่เพราะความเป็น “อารยะ” ของคนที่มาเรียกร้องเหล่านั้นจึงไม่ใช้วิถีทางแห่งความรุนแรงในการแก้ปัญหา
ตอนนี้กลุ่มคนที่ไม่ยอมรับนายกฯทักษิณ ก็เห็นว่าคุณธรรมและความชอบธรรมของผู้นำมีปัญหา แต่กระบวนการในการดำเนินการเรียกร้องตามกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญตามช่องทางปกตินั้น มิอาจจะสร้างความชอบธรรมได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คนกลุ่มนี้จึงเห็นว่าก่อให้เกิดความชอบธรรมของการใช้อารยะขัดขืนขึ้น
ความชอบธรรมของอารยะขัดขืนนั้น เป็นเรื่องที่คนในระบอบเสรีประชาธิปไตยต้องตระหนักว่า ไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยในประเทศใดก็ตาม แม้แต่ในประเทศแม่แบบหลักของประชาธิปไตย เช่น สหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศที่ จอห์น รอลส์ เรียกว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยที่เกือบจะสมบูรณ์ (Near just society) ก็ยังมีตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ให้ความเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงส่วนน้อยก็ยังผิดได้ จนก่อให้เกิดเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสิทธิของคนผิวดำในสหรัฐ มาแล้วผ่านทางกระบวนการที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” (Civil Disobedience) นั่นเอง
ในสังคมประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ทุกอย่างมิได้ถูกตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากเสมอไปเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความชอบธรรม นั่นคือ การเคารพและไม่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของชนกลุ่มน้อย การมีกลไกที่สอบทานและคานอำนาจในทุกๆ ระดับของการใช้อำนาจ (Checks and balances) อย่างโปร่งใส เที่ยงธรรม และสุจริต ผู้ที่เข้าใจระบบประชาธิปไตยก็คงจะเข้าใจอย่างชัดเจนว่าที่เรียกว่า “เสียงข้างมาก” นั้น เป็นแค่วิธีการอย่างหนึ่ง (Means) มิใช่เป้าหมายสุดท้าย (End) ของระบอบประชาธิปไตย
ฉะนั้นการได้เสียงข้างมากในกระบวนการที่ไม่โปร่งใส หรือผู้ที่ลงคะแนนมิได้มีการลงคะแนนอย่างบริสุทธิ์ หรือลงคะแนนโดยถูกหลอกลวง ก็เป็นเพียงเสียงข้างมากที่ไปปล้นเขามาหรือโกงเขามา การจะมาอ้างความชอบธรรม ของเสียงข้างมากก็ย่อมที่จะกล่าวอ้างได้ยาก สิ่งสำคัญคือเสียงข้างมากย่อมไม่ทำการใดๆ อันเป็นการไม่เคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเสียงข้างน้อย จึงจะเป็นหลักประกัน ของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้
หลายครั้งหลายหนเราจะคุ้นเคยกับการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง เพราะเมื่อเหตุผลคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็มักจะลงเอยด้วยความรุนแรง และความรุนแรงนั้นมักจะมาจากฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า ฉะนั้นเมื่อมีการใช้อารยะขัดขืน จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงมีคนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด กับกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและความรับผิดชอบของผู้นำ
สังคมไทยอาจจะไม่เคยชินกับการใช้แนวทางอารยะขัดขืน แต่หากวันใดอารยะขัดขืนได้ฝังรากลึกในสังคมประชาธิปไตยไทย ก็จะเป็นเสมือนวาล์วนิรภัยที่ช่วยลดแรงกดดันในระบบ และจะเป็นเครื่องเสริมให้ระบอบประชาธิปไตยนั้นพัฒนาได้อย่างยั่งยืนขึ้น โดยมิต้องหันมาสู่กระบวนการที่ใช้ความรุนแรง อารยะขัดขืนไม่ใช่การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นการใช้จิตสำนึกของความชอบธรรมหมู่ เพื่อพยายามเยียวยาปัญหาของความไม่ชอบธรรมที่ถูกกฎหมาย

ผู้กระทำการอารยะขัดขืนที่เข้าใจในหลักการของอารยะขัดขืนที่แท้จริง จะต้องยินดี และเต็มใจที่จะยอมรับบทลงโทษของรัฐตามกฎหมาย หรือยอมที่จะจ่ายต้นทุนส่วนตัวในราคาที่แพง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ตนได้มีส่วนร่วมเสียสละเรียกร้อง
การเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาใช้วิถีทางแห่งอารยะขัดขืนในครั้งนี้ หากสามารถที่จะแสดงให้สังคม เห็นถึงความเป็นอารยะในการขัดขืน ต่อการใช้อำนาจ หรือการครองอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมได้อย่างแท้จริงแล้ว ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบอบประชาธิปไตยไทยที่พลังของมวลชนนอกระบบที่ไม่เป็นทางการได้สร้างขึ้น
และไม่ว่าข้อเรียกร้องต่างๆ ของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะสัมฤทธิผลตามเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม ก็น่าจะเป็นบทพิสูจน์การพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยไทยที่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแล้ว
การต่อสู้เรียกร้องครั้งนี้ คงไม่ใช่เสียงเรียกร้องที่จะล้มล้างระบอบเสรีประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ให้ถดถอยไปสู่ระบอบคณาธิปไตยของอภิสิทธิ์ชนเมือง และทุนนิยมด้อยพัฒนา ตามที่นักวิจารณ์บางท่านได้กล่าวอ้างไว้ แต่แน่นอนอาจจะมีส่วนทำให้การเดินหน้าเต็มสูบที่จะทำให้รัฐไทยเป็นรัฐทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างเต็มรูปแบบ (หรืออย่างบ้าคลั่ง) ทั้งๆ ที่หลายๆ ส่วน และประชาชนส่วนใหญ่ยังอ่อนแอและไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับทุนนิยมโลกสะดุดหยุดลงบ้าง
แต่หากจะประเมินผลได้ผลเสียจริงๆ แล้วคงต้องมาดูว่าหากเราไม่เอาทุนนิยมโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบ แต่ดำเนินแนวทางการพัฒนาประเทศ ตามกระแสพระราชดำริตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง ผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการไม่เดินเครื่องเต็มสูบ เพื่อทำรัฐไทยให้เป็นรัฐทุนนิยมโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบแล้วนั้น จะเป็นคนกลุ่มใดในระยะยาว ชนชั้นปกครองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน ชนชั้นกลาง หรือประชาชนระดับรากหญ้า กันแน่
การพัฒนาในหลายๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่บางครั้งเร่งเกินไปก็ไม่อาจจะทำได้ หรือทำไปแล้วจะมีผลเสียมากกว่าผลดี การที่จะพัฒนารัฐไทยให้เป็นรัฐโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากความพร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในแง่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐ ตลอดจนปัญหาความโปร่งใส ธรรมาภิบาลและตรวจสอบได้ในการดำเนินการในด้านต่างๆ ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
บางทีการสร้างแนวทางอารยะขัดขืนที่แท้จริงในสังคมไทยอาจจะเป็นตัวช่วย ที่ทำให้เราเห็นคำตอบสุดท้ายว่าทิศทางของระบอบประชาธิปไตยไทยควรจะเดินไปในทิศทางใด
ตราบใดที่เรายังเห็นข้อที่ไม่เป็นธรรมหรือชอบธรรมในสังคมของเรา ที่ยังห่างจากสังคมที่เกือบจะเป็นธรรมในหลายๆ ประเทศที่มีพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไปในขั้นสูงแล้ว ขอให้เราอย่าสับสนกับแนวคิดที่ว่าอารยะขัดขืน คือ จุดเริ่มต้นของความเป็นอนาธิปไตย หรือบิดเบือนว่าเป็นการเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายกันต่อไปอีกเลย
ส่งตรงถึง Email Inbox คุณก่อนใคร ให้คุณ In Trend ไม่ตกกระแส
- มั่นใจและปลอดภัยจาก Spam เพราะใช้ Engine Service ของ Google
Popularity: 1%











Leave a comment