อารยะขัดขืน (Civil Disobedience) คืออะไร

Posted by CSAW 2 CommentedBookmark and Share

Under: การเมือง

อารยะขัดขืน หรือ Civil Disobedience คือคำที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆในช่วงที่เกิดการประท้วงเช่นม๊อบ “พันธมิตร” บางคนเอาไปแปลว่า ดื้อแพ่ง แต่จริงๆแล้วคำว่า Civil Disobedience มีความหมายมากกว่านั้นและกินความหมายรวมถึงการดื้อต่อกฏหมายอาญาด้วย แต่สาระสำคัญของหลักการดังกล่าวคือการประท้วงและไม่ทำตามกฎหมายเพราะเห็นว่ารัฐไม่ได้ใช้กฎหมายอย่างเห็นทำ นอกจากนี้ยังต้องกระทำการประท้วงหรือต่อต้านโดยสันติวิธีและไม่ใช้ความรุนแรง

ความหมายที่แท้จริงของ Civil Disobedience หรือ “อารยะขัดขืน”

แนวคิดที่เรียกว่า Civil Disobedience หรือ “อารยะขัดขืน” ฟังดูเป็นความหมายที่ออกมาในเชิงลบมากกว่าบวกของผู้ที่กระทำการ และเปรียบเสมือนว่าผู้ที่ทำการดื้อแพ่งนั้นเป็นพวกไม่เคารพและไม่สนใจจะปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง แต่โดยเนื้อแท้แล้วผู้ที่ปฏิบัติการ Civil Disobedience หรือ อารยะขัดขืนนั้นมีหัวใจที่เป็นธรรม ในการธำรงไว้ซึ่งหลักความยุติธรรมของกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อมองเห็นว่าพฤติกรรม นโยบาย หรือกฎหมายบางอย่างของรัฐนั้นไม่เป็นธรรม ก็จะไม่ยอมก้มหัวให้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้น เพราะยังมีหลักการที่เหนือกว่ากฎหมายที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้น นั่นคือหลักกฎหมายของพระผู้เป็นเจ้าหรือหลักธรรมสากล โดยรากศัพท์ของคำว่า Civil disobedience แล้วนั้น จะมีนัยของความเป็นอารยะอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าจะมีการแปลคำว่า Civil ว่าอย่างไร

อารยะขัดขืน (Civil disobedience) และการตีความ

มีนักวิชาการท่านหนึ่ง นามว่า คริสเตียน เบย์ (Christian Bay) ได้พยายามแยกความหมายของคำนี้ ออกมาว่ามีความหมายถึง 5 ความหมาย เป็นอย่างน้อย กล่าวคือ ความเป็นอารยะ การเป็นพลเรือน (ไม่ใช่ทหาร) การเป็นเรื่องทางแพ่ง (ที่ไม่ใช่อาญา) การเป็นประชาชนที่ดี (เช่นใน Civil society) หรือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบวงกว้าง เช่น สงครามกลางเมือง (civil war) เป็นต้น

จากการที่ได้ติดตามการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านที่ไม่สนับสนุนนายกทักษิณ และการกล่าวอ้างว่าผู้ประท้วงได้ใช้แนวทางอารยะขัดขืน และหลักการอหิงสาของท่าน มหาตมะ คานธีเป็นที่ตั้งนั้น ดูเหมือนว่าจะยังมีความสับสนระหว่างการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรง และอารยะขัดขืน (Civil disobedience)

ผู้ที่ติดตามงานของ จอห์น รอลส์ (John Rawls) ปราชญ์ทางนิติปรัชญานามอุโฆษผู้หนึ่ง คงจะได้ทราบว่า รอลส์นิยามความหมายของ Civil disobedience ไว้ว่าเป็น “การกระทำที่เป็นสาธารณะ ปราศจากความรุนแรง เปี่ยมด้วยจิตสำนึก แต่มีนัยทางการเมือง และขณะเดียวกันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย หรือนโยบายของรัฐอย่างใดอย่างหนึ่ง”

แนวคิดตามหลักการของ อารยะขัดขืน ของ รอลส์ จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 7 ประการกล่าวดังต่อไปนี้

  1. เป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจที่จะละเมิดกฎหมาย
  2. ในแนวทางที่ปราศจากความรุนแรง
  3. เป็นการกระทำที่เปิดเผย เป็นสาธารณะและประกาศให้รัฐทราบล่วงหน้า
  4. มีความเต็มใจที่จะรับโทษทางกฎหมายของการกระทำผิดกฎหมาย
  5. มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบของรัฐเพื่อให้เป็นธรรมมากขึ้น
  6. มุ่งที่จะก่อให้เกิดสำนึกแห่งความยุติธรรมที่แท้จริงต่อคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งอาจจะมองข้ามหรือเข้าใจความยุติธรรมที่แท้จริงผิดแปลกไป
  7. มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรมซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม

ดังนั้นความเป็นอารยะของการดำเนินการ Civil disobedience เป็นเรื่องของการกระทำที่ปราศจากความรุนแรง ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น (ดูข้อที่ 2) และหากมาพิจารณาดูแนวทางที่ผ่านมาของการต่อสู้เรียกร้อง ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อ้างแนวทางอารยะขัดขืนก็จะเห็นได้ว่าไม่มีการจับเอาอาวุธหรือใช้ความรุนแรง ที่ดูนอกเหนือไปบ้างก็อาจจะเป็นการกระทบกระทั่งด้วยคำพูดที่บางครั้งอาจจะดูก้าวร้าวและเกินเลยไปบ้าง

แต่ความรุนแรงทางกายภาพนั้นมีน้อยมาก เพราะในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ในการจะควบคุมกลุ่มคนเรือนแสน ที่มาจากปูมหลังที่หลากหลาย และแตกต่างกันมากให้ดำเนินการประท้วงในรูปแบบที่กำหนดได้อย่างเคร่งครัดและเป็นระบบ โดยเป้าหมายร่วมที่คนเหล่านี้ต้องการคือสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับพฤติกรรมของผู้นำของประเทศ ที่เขาเห็นว่าไม่มีความชอบธรรมพอและต้องการเห็นบุคคลสาธารณะผู้นั้นต้องเว้นวรรคทางการเมือง เพื่อที่กลไกของการตรวจสอบพฤติกรรมของบุคคลผู้นั้น และกลุ่มพวกพ้อง ได้มีพื้นที่ที่เปิดเพียงพอต่อการที่จะมีโอกาส ขับเคลื่อนกลไกเหล่าให้มีสัมฤทธิผลขึ้นมาได้บ้าง

อารยะขัดขืน นั้นมิได้เป็นของใหม่

แต่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ก่อนสมัยมหาปราชญ์กรีก โสกราติส (Socrates) โดยตัวท่านเองได้ประท้วงกฎหมาย ของกรีกที่ห้ามสอนให้เยาวชนตั้งคำถามทางปรัชญา ด้วยการสอนปรัญชาให้กับเยาวชนกรีกเพื่อตั้งคำถามต่างๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์มากที่สุด และในที่สุดก็ถูกตัดสินให้ได้รับการลงโทษโดยการดื่มยาพิษ ซึ่งท่านเองก็ยินดี

การที่ท่านไม่ยอมที่จะหยุดสอนทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าท่านทำผิดกฎหมายซึ่งในความเห็นของท่านเป็นกฎหมายที่ขาดความชอบธรรม และขัดต่อการใช้เสรีภาพทางความคิดของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยของกรีก แต่ท่านยอมรับบทลงโทษของรัฐ และการใช้อำนาจทางกฎหมายของรัฐด้วยความยินดี และนี่คือหัวใจของการทำอารยะขัดขืน

ผู้ที่ทำผิดนั้นทำผิดกฎหมายเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังยอมรับผลการกระทำผิดของตนโดยเต็มใจ ซึ่งต่างจากพวกโจรผู้ร้ายที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ไม่ยอมให้รัฐจับกุมและไม่ยินดีให้รัฐลงโทษตนตามกฎหมายโดยดี การฉีกบัตรเลือกตั้งของผู้ลงคะแนนบางท่าน และยอมให้จับกุมโดยดีก็เป็นการทำอารยะขัดขืนตามหลักการนี้นั่นเอง

วิวัฒนาการของ อารยะขัดขืน

รูปแบบของอารยะขัดขืนมีวิวัฒนาการเรื่อยมา ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เรื่อยมาจนถึง เฮนรี่ เดวิท ธอโร (Henry David Thoreau) ที่ยอมเข้าคุกเพราะไม่เห็นชอบกับรัฐบาลสหรัฐที่จะทำสงครามกับเม็กซิโก และการเก็บภาษี Poll Tax มาถึงการนำแนวทางของอารยะขัดขืน มาปรับเป็นหลักการ สัตยาเคราะห์ ของ มหาตมะ คานธี ที่ใช้ขับไล่จักรวรรดินิยมอังกฤษที่ครอบครองอินเดียมากว่า 400 ปี จนต้องยอมคืนเอกราชให้กับอินเดีย

มาถึงการต่อสู้เรียกร้องตามแนวของนักเคลื่อนไหวที่ได้รับรางวัลโนเบล อย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ คิงจูเนียร์ ที่ใช้แนวทางอารยะขัดขืนสร้างความชอบธรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับชาวผิวดำในสหรัฐ ในช่วงทศวรรษ 60 โดยผู้นำที่ประกาศใช้แนวทางของอารยะขัดขืนต่างมีจุดยืนของความเป็นอารยะที่จะไม่ใช้ความรุนแรง (ซึ่งคงต้องแล้วแต่ว่าจะนิยาม “ความไม่รุนแรง” กันอย่างไร) และต่างเคารพ ต่อบทลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองเสมอเมื่อใดก็ตาม ที่ตนได้กระทำการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง

นอกจากนั้น การทำอารยะขัดขืนยังเป็นการกระทำที่ต้องไม่มีจิตใจที่ทำการต่อต้านด้วยความโกรธแค้น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อผู้ที่ตนต่อต้าน เปรียบดังเพื่อนที่จะสอนเพื่อนในยามที่เห็นเพื่อนทำไม่ถูกไม่ต้อง แต่เมื่อเห็นว่าพฤติกรรมหรือกฎหมายที่มาจากผู้ที่ตนต่อต้านนั้นขาดความชอบธรรม ก็พยายามที่จะใช้วิถีแห่งความเป็นอารยะนั้นเตือนว่าสิ่งที่ไม่เป็นธรรมหรือชอบธรรมเหล่านั้นควรได้รับการแก้ไขเยียวยา และต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่จะมาอ้างความชอบธรรมกันตามอำนาจของกฎหมายบ้านเมืองหรืออำนาจทางการเมือง (ซึ่งสองอย่างนี้มักจะผูกติดกันไปอยู่แล้ว)

อ้างอิงบางส่วนของข้อมูลจาก:
ทัศนะวิจารณ์ : สุรกิจ ปัญจวีณิน กรุงเทพธุรกิจ

ถ้าคุณชอบบทความนี้ Bookmark ได้ครับ
  • Technorati
  • Digg
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Google Bookmarks
เพื่อนๆสามารถกรอก Email เพื่อสมัครรับ Forward Mail ได้ฟรี
ส่งตรงถึง Email Inbox คุณก่อนใคร ให้คุณ In Trend ไม่ตกกระแส
- มั่นใจและปลอดภัยจาก Spam เพราะใช้ Engine Service ของ Google

Google Groups

Popularity: 1%


Leave a comment

(required)

(required)



ใครแจ้งลบ comment ของน้องอั้มเนี่ย เซ็งเป็ด ฮือ ฮือ…

Specialists argue that home loans help a lot of people to live the way they want, because they can feel free to buy necessary stuff. Moreover, various banks give college loan for different classes of people.