แนะวิธีดูของก๊อบปี้ Louis Vuitton และ Hermes
“นี่เธอดูกระเป๋าใหม่ชั้นสิ Louis เลยนะ สวยมั๊ย เสื้อก็ Gucci …” มีหลายคนมักถูกประณามว่า “บ้าของนอก” ตั้งแต่หัวจดเท้ามีแต่ของแบรนด์เนมเต็มไปหมด ขณะที่บางคนรสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำจึงได้แต่อาศัยของ “ก๊อบปี้” ที่มีขายกันเกร่อเอาไว้แก้ขัด ของแบรนด์เนมฮิตฮ็อตกันอย่างไร ของก๊อบปี้ก็ออกตามกันมาติด ๆ แถมทุกวันนี้ของก๊อบปี้ยังพัฒนาฝีมือจนใกล้เคียงกับของจริงชนิดที่วางคู่กันแล้วถ้าไม่ใช่เซียนตัวจริงจะแยกแยะไม่ออกกันเลย
สินค้าแบรนด์เนมที่คนไทยเห่อมาก ๆ จนกลายเป็นแม่แบบของสินค้าก๊อบปี้นั้น ส่วนมากจะเป็นกระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้า ส่วนยี่ห้อสุดฮิตก็มีLouis Vuitton หรือที่ใช้ตัวย่อ LV , Gucci , Hermes และ ชาแนล (Chanel)
ย้อนหลังไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน คนที่ใช้สินค้าของนอกประเภทแบรนด์เนมดัง ๆ จะอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น คือนอกจากพวกเศรษฐีมีเงินรสนิยมหรูเลิศแล้ว ยังเป็นพวกนักเรียนนอกที่เคยไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในต่างประเทศแถบยุโรปและอเมริกาแล้วก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับของแบรนด์เนมแล้วติดใจในรูปแบบและความทนทาน
แต่ในยุคนั้นเมืองไทยยังเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เศรษฐกิจยังไม่ฟู่ฟ่าเหมือนยุคปัจจุบัน ดังนั้นเมืองไทยจึงไม่อยู่ในสายตาของเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้ จึงไม่มี Shop หรือตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทยเลย เพิ่งจะมีศูนย์การค้าเพนนินซูล่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเป็นรายแรก ๆ ที่รู้กันในหมู่เศรษฐีตัวจริงว่าเป็นแหล่งขายของแบรนด์เนมยี่ห้อดังระดับโลก
เมื่อมีดีมานด์หรือมีความต้องการส่วนหนึ่ง แต่ไม่มีซัปพลายที่จะตอบสนองคนที่หาของแบรนด์เนมใช้ วิธีที่คนยุค 30 กว่าปีใช้กันคือ “หิ้ว”ของแบรนด์เนมจากเมืองนอกเข้ามาใช้เอง ใครมีโอกาสไปเมืองนอกบ่อย ๆ ก็หาเวลาไปชอปเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าให้กับตัวเองหรือซื้อฝากเพื่อนฝูง แต่ถ้าใครไม่มีโอกาสเดินทางไปล่ะจะทำอย่างไรดี? จึงกลายเป็นที่มาของอาชีพใหม่ ” รับจ้างหิ้วของแบรนด์เนม” ซึ่งถือเป็นอีกอาชีพที่ฮิตกันในหมู่คนมีเงิน
แอร์โฮสเตสและสจ๊วตเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่รับจ้างหิ้วของแบรนด์เนมเข้ามาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อาศัยที่ต้องบินไป-มาต่างประเทศประจำอยู่แล้ว การหอบหิ้วของแบรนด์เนมทุกยี่ห้อประเภท กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง จึงเป็นรายได้พิเศษที่ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะถ้าหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมมาใบหนึ่งจะได้ค่าจ้างหิ้วใบละ 1,000 -1,500 บาททีเดียว
เกิน(นามสมมติ) เป็นไฮโซคนหนึ่งที่รับจ้างหิ้วสินค้าแบรนด์เนมมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ จนกลายมาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันในปัจจุบัน เล่าให้ฟังว่า
” เราก็ไปหิ้วตามออเดอร์ คือลูกค้าคนไทยจะมาสั่งก่อนว่าอยากจะได้กระเป๋า Louis Vuitton รุ่นไหน นัมเบอร์ซีรีส์อะไรบ้าง แล้วก็มัดจำกัน 50 % ก่อน ถ้าหิ้วของกลับมาแล้วลูกค้าไม่มารับก็ยังไม่ขาดทุน ”
เกินและพรรคพวกจะเดินทางไปเมืองนอกบ่อยครั้งเพื่อไปสำรวจตลาดว่ามีแบรนด์เนมอะไรใหม่ ๆ ออกมาบ้าง แล้วก็ซื้อติดมือกลับเข้ามา ขนมาครั้งละเป็นจำนวนมากทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา แต่สินค้าทุกชิ้นมาเสียค่าภาษีที่ด่านศุลกากรก่อนที่จะนำไปส่งตามร้านขายของแบรนด์เนมที่รู้จักกัน และไม่ว่าเกินจะนำสินค้าแบรนด์เนมอะไรมาก็ตามล้วนแต่ขายดิบขายดีจนขายแทบไม่ทันทีเดียว
แม้จะไม่มีตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมอย่าง Louis Vuitton , ชาแนล,Gucci ,คาร์เทียส์ อย่างเป็นทางการ แต่สำหรับคนที่นิยมของนอกแล้วจะรู้กันว่าเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วจะมีแหล่งที่ขายของพวกนี้อยู่ไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ เช่น ศูนย์การค้าอินทราที่บรรดาแอร์ฯและสจ๊วตของสายการบินแถบยุโรปจะต้องมาเข้าพักโรงแรมอินทรายามที่เครื่องแวะลงเมืองไทย ก็เลยหิ้วของแบรนด์เนมมาปล่อยด้วยเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
ย่านศูนย์การค้าสยามหลายร้านก็ป็นแหล่งใหญ่อีกแหล่งหนึ่งที่ทั้งเจ้าของร้านลงทุนบินไปหิ้วเองหรือจ้างพวกนักหิ้วมืออาชีพไปช่วยหิ้วมาให้ และมีลูกค้าพวกเศรษฐีและไฮโซแวะเวียนมาถามหาของแบรนด์เนมกันอยู่บ่อย ๆ จนกลายเป็นลูกค้าประจำกันไปเลย
เปิดตำนานของ “ก๊อบ”จากยุโรปสู่เอเชีย
เมื่อมีเศรษฐีก็ต้องมียาจก เหมือนมี “ของจริง” ก็ต้องมี “ของปลอม” เป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เห็นได้ชัดคือสินค้าแบรนด์เนมที่ขายดิบขายดีในเมืองนอกนั้น ไม่เพียงแต่พวกเศรษฐีมีเงินจะนิยมชมชอบเท่านั้น บรรดามนุษย์เงินเดือนหรือยาจกหัวสูงหลายคนก็อยากจะมีโอกาสได้ใช้กับเขาบ้างเช่นกัน
เมื่อชนชั้นกลางก็อยากจะใช้ของแบรนด์เนมเหมือนกัน แต่จนใจว่าเงินในกระเป๋ามีไม่พอที่จะซื้อกระเป๋า Louis Vuitton ใบละเป็นหมื่นถึงแสนบาทได้ สินค้าก๊อบปี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้
ผู้สันทัดกรณีในเรื่องของแบรนด์เนมคนหนึ่งเปิดเผยว่าตำนานของก๊อบปี้น่าจะเกิดขึ้นที่ยุโรปก่อน และรุ่นที่นิยมก๊อบกันมากที่สุดคือกระเป๋าคาร์เทียรุ่นสีแดงฉ่ำมีมุมเป็นสีทอง และแหล่งที่ทำของก๊อบก็คือแถบประเทศอิตาลีและโมร็อกโก แต่ยุโรปก๊อบกันไม่ค่อยมากและไม่โฉ่งฉ่างเนื่องจากกฎหมายแรงจึงไม่อยากมีใครเสี่ยง เพราะถ้ายามซวยเกิดถูกจับขึ้นมาได้นั้นหมายถึงหมดเนื้อหมดตัวและติดคุกหัวโตกันเลย
เมื่อก๊อบปี้ในยุโรปยุ่งยาก ทางเอเชียจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่เนื่องจากค่าแรงงานยังถูกและฝีไม้ลายมือก็ใช้ได้
เกาหลี แหล่งผลิตของก็อปเครื่องหนังและเสื้อผ้าระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Louis Gucci Chanel และอื่นๆอีกมากมาย
ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นนักก๊อบปี้จนกระฉ่อนกันไปทั่วโลกนั้นมีหลายประเทศ แต่ผู้สันทัดกรณีตลอดจนถึง “นักหิ้วระดับมืออาชีพ” บอกแยกแยะให้ฟังว่า ประเทศที่ก๊อบปี้เครื่องหนังและเสื้อผ้าฝีมือระดับพระกาฬในเอเชียแล้วต้องยกให้เกาหลี ส่วนประเภทก๊อบปี้นาฬิกาได้ดีเยี่ยมต้องเป็นชาติฮ่องกงและไต้หวัน สำหรับญี่ปุ่นนั้นต้องยกให้ในเรื่องก๊อบปี้สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์
แรกเริ่มเดิมทีคนญี่ปุ่นจะเป็นพวกแรกที่นำแค็ตตาล็อกพวกแบรนด์เนมไปให้คนเกาหลีก๊อบปี้ให้ เพราะคนญี่ปุ่นได้ชื่อว่า “คลั่งสุดขีด” กับสินค้าแบรนด์เนมประเภท Louis Vuitton และ Hermes มาก ๆ
คนเกาหลีก๊อบปี้จนฝีมือชำนาญขึ้นจนในที่สุดก็ไม่ง้อพวกญี่ปุ่น มีพวกนายทุนเกาหลีที่ตั้งโรงงานก๊อบปี้ของนอกกันเองจนกลายเป็นที่เลื่องลือของพวกนักช็อปของนอกที่จะต้องแวะเวียนไปมองหาของก๊อบแบรนด์เนมจากเกาหลี เพราะไม่ว่าแบรนด์เนมค่ายไหนจะออกรุ่นใหม่มา พวกนักก๊อบชาวเกาหลีจะวิ่งตามแฟชั่นมาติด ๆ ไม่กี่วันก็จะมีของก๊อบออกมาสนองให้กับลูกค้าแล้ว
“เกาหลีน่าจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งก๊อบปี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ใคร ๆ จะหาซื้อของแบรนด์เนมพวกก๊อบปี้เหมือนแล้วต้องมาที่นี่ ” เกิน(นามสมมติ)คนเดิมกล่าว
เกิน(นามสมมติ)คนเดิมยังเล่าเพิ่มเติมถึงประสบการณ์ที่เดินทางไปเกาหลีว่า สินค้าก๊อบปี้ของเกาหลีมีหลายเกรด มีตั้งแต่ A-B-C ระดับเกรด A นั้นเรียกได้ว่าฝีมือ “เนี้ยบ” ใกล้เคียงกับของจริงทีเดียว ทั้งนี้เพราะแม้จะได้ชื่อว่านักก๊อบปี้แต่คนเกาหลีก็มีการพัฒนาฝีมือเช่นกัน ในตอนหลังนี้ถึงกับลงทุนซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม “ของจริง” แฟชั่นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งใบมาเลาะเพื่อศึกษาวิธีการเย็บและใช้เป็นแพทตเทิร์น แถมยังสั่งหนังชั้นดีจากอิตาลีเพื่อนำมาใช้ในการเย็บกระเป๋าก๊อบปี้อีกด้วย ซึ่งกระเป๋าแอร์เมสของจริงราคาใบละ 7 - 8 แสนบาทนั้น ถ้าเป็นของปลอมระดับเกรดA ราคาจะตกใบละ 2 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ทั้งฝีมือ คุณภาพของวัสดุแล้วใกล้เคียงกันมาก เรียกได้ว่าต้องให้คนระดับเซียนจริง ๆ จึงจะดูออก
แหล่งขายของก๊อบปี้
” ดัมเนมมุน” หรือตลาดตีสาม ของเกาหลี เป็นที่รู้จักกันดีของบรรดานักซื้อของก๊อบปี้ เพราะที่นี่เป็นตลาดของก๊อบปี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ มีของก๊อบทุกอย่าง ทุกยี่ห้อ ทุกรุ่น ใครที่เดินทางไปซื้อของก๊อบที่นี่จะต้องไปให้ทันตอน02.30 น. คือก่อนตลาดเปิดสักครึ่งชั่วโมง ถ้าไปสายของจะหมดเกลี้ยง เพราะทุกคืนจะมีคนแห่มาซื้อกันแน่นตลาดไปหมด
แต่ล่าสุดนั้นเกาหลีเริ่มจะมีคู่แข่งขันที่น่ากลัวเกิดขึ้นแล้วนั่นคือประเทศจีน ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า และกำลังกลายมาเป็นแหล่งก๊อบปี้สินค้าแบรนด์เนมทุกชนิดทุกประเภทได้หมด นั่นคือ “เสิ่นเจิ้น ” สวรรค์ของนักชอปยุคนี้กำลังเป็นที่ฮิตที่บรรดาขาชอปของเมืองไทยแห่กันไปเรียกได้ว่าทุกเที่ยวบินจากรุงเทพฯสู่เสิ่นเจิ้นนั้นเต็มเพียบ เพราะที่นั่นมีสินค้าก๊อบปี้แบรนด์เนมทุกอย่างที่ต้องการในราคาที่พอใจ
“แต่ถ้าจะให้เทียบฝีมือก๊อบปี้ระหว่างเสิ่นเจิ้นและเกาหลีนั้น เซียนของก๊อบปี้คนไทยยังยกให้เกาหลีที่ฝีมือยังเนี้ยบสุด ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกรด A นั้นถ้ามาวางเทียบกับของแท้แล้วแทบจะดูไม่ออก ต้องเรียกว่ามือเซียนหรือพวกที่เคยใช้แต่ของแบรนด์เนมเท่านั้นถึงจะดูออก”
ส่วนแหล่งที่ขายของก๊อบปี้ในเมืองไทยนั้น ยุคเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาจะต้องไปซื้อกันที่แถวพัทยาใต้ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อกระฉ่อนในยุคนั้น แต่สินค้าก๊อบปี้ในยุคนั้นยังดูไม่เนี้ยบเหมือนตอนนี้
ปัจจุบันนี้แหล่งของก๊อบแบรนด์เนมที่รู้จักกันดีนั้นก็มี ศูนย์การค้ามาบุญครอง ซอยละลายทรัพย์( ข้างแบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ) ตลาดหลังการบินไทย และร้านค้าแถวเจ้เล้งดอนเมือง เป็นต้น
ส่วนลูกค้าคนไทยที่นิยมของก๊อบนั้นจะมีทั้งไฮโซและคนระดับกลาง
“สินค้าไฮโซที่ชอบใช้ของปลอมมากคือเครื่องเพชร ส่วนกระเป๋านั้นก็มีจริงบ้างปลอมบ้าง บางทีดูไม่ออกหรอก ใครจะไปกล้าชี้ตัว อาจจะต้องดูเอาเองอย่างพวกที่ถือของแอร์เมสของแท้นั้น เวลามางานสังคมก็วางฟอร์มเชิด พอหย่อนก้นนั่งได้สิ่งแรกที่จะต้องทำคือวางกระเป๋าแอร์เมสลงบนโต๊ะเป็นการอวดว่าตัวเองถือกระเป๋าของแท้ ” ผู้สันทัดกรณีเรื่องไฮโซกล่าว
ยิ่งปัจจุบันเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมจะมาเปิดShopหรู ๆ ในเมืองไทยกัน ดังนั้นไฮโซและเศรษฐีจำนวนมากจึงเมินของก๊อบปี้กันเป็นแถว เพราะการซื้อของในShop ถือว่าโก้กว่า โดยเฉพาะมายุคหลังพวกไฮโซเริ่มเมินสินค้าแบรนด์เนมที่ขายกันเกร่อแต่หันไปเล่นของประเภทLimited หรือกระเป๋าที่ผลิตจำนวนจำกัดของแอร์เมสเป็นต้นที่กว่าจะได้กระเป๋ามาแต่ละใบต้องอดทนรอกันไม่ต่ำกว่า 2 ปีทีเดียว แต่ก็มีเหมือนกันที่ไฮโซบางคนขี้เกียจรอรุ่นLimited ก็แอบไปซื้อของก๊อบปี้มาใช้แก้ขัดไปก่อน
ดังนั้นลูกค้ากลุ่มใหญ่ ๆ ที่อุดหนุนของก๊อบปี้กันคือกลุ่มคนระดับกลางจนถึงระดับล่าง ที่เป็นหนุ่มสาวทำงานที่รสนิยมสูงแต่รายได้น้อยก็เลยยินดีจะซื้อของก๊อบปี้ เพราะของพวกนี้พวกหลุดจากเทรนด์แฟชั่นแล้วก็ทิ้งได้อย่างไม่ต้องเสียดาย
แนะวิธีดูของก๊อบปี้ Louis Vuitton และ Hermes
อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าคนที่รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำจะยินซื้อของก๊อบปี้ เพราะจะให้ควักเงินซื้อ Louis Vuitton ใบละเรือนหมื่น หรือHermes รุ่น Berkin ใบละตก 3 ล้านบาทนั้น ดูจะเกินเอื้อมไปหน่อย ของก๊อบปี้จะกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับฐานะของเงินในกระเป๋า
แต่ก็จะมีคนอีกประเภทหนึ่งที่อยากจะซื้อของจริงแต่กลับถูกย้อมแมวเอาของก๊อบปี้มาขายก็เป็นได้ พวกนี้จะกลายเป็นเสียเงินสูญเปล่า
วิธีการดูว่ากระเป๋าแบรนด์เนมใบนี้เป็นของก๊อบปี้หรือไม่นั้นมีหลายวิธีด้วยกัน อย่างแรกที่ไม่ต้องใช้หลักวิชาการอะไรเลยก็คือ อย่างกระเป๋าประเภทรุ่น Limited อย่าง Hermesที่ตกใบละเป็นล้านนั้น ถ้าไม่รวยจริง ๆ หมดสิทธิ์ซื้อ ดังนั้นถ้าเห็นสาวใดที่ถือรุ่นแบบนี้แต่ฐานะปานกลางก็สรุปก่อนว่าของปลอมแน่ ๆ
เขาบอกว่าคนที่เคยใช้ของจริงอยู่เป็นประจำเท่านั้นจึงจะดูว่าของก๊อบเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามมีเซียนของแบรนด์เนมระดับมือพระกาฬคนหนึ่งได้ให้ข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างของก๊อบปี้กับของจริงสำหรับสาวกของ Louis Vuitton เอาไว้คือ
ถ้าเริ่มดูจากลักษณะภายนอกของกระเป๋า Louis Vuitton แล้วของแท้จะใช้หนังฟอกฝาด ซึ่งเมื่อใช้ไปนาน ๆ แล้วสีจะเข้มขึ้น ผิดกับกระเป๋าโดยทั่วไปที่ยิ่งนานวันสียิ่งจางลง ขณะเดียวกัน Louis Vuitton ของจริงนั้นจะใช้วัสดุอย่างดีจึงทำให้กระเป๋าคงรูปทรง เรียกว่าจะหิ้วกี่ปีก็ไม่ยุบไม่แฟบลงไป
จากนั้นลองมาดูในส่วนรายละเอียดกันบ้าง อย่างแรกคือฝีเข็มจักรที่เย็บจะละเอียด รอยของหนังต้องจะทาน้ำยากันซึมสีเลือดหมู ซึ่งใช้ไปนานเท่าไหร่สีก็ไม่ตก ส่วนหมุดที่ตอกในกระเป๋าจะต้องไม่เป็นสนิทอย่างเด็ดขาด ถ้าใช้แล้วเก่าอย่างมากหมุดก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำไปเอง ส่วนซิปนั้นจะถูกออกแบบมาโดยเฉพาะที่รูดแล้วลื่นตลอดไม่มีติดขัด
ส่วนที่สำคัญคือซับในของกระเป๋า Louis Vuitton ทุกรุ่นจะซับด้วยหนังหมูสีน้ำตาล เพื่อช่วยให้โครงกระเป๋าคงรูป
ส่วนกระเป๋า Hermes ที่กำลังเป็นที่ฮิตกันในหมู่ไฮโซอย่างบ้าคลั่ง เพราะเรียกว่าใครถือแล้วถือว่ารวยจริง ๆ เนื่องจากHermesเป็นเครื่องหนังชั้นสูงของประเทศฝรั่งเศส และบรรดาภรรยาผู้นำระดับประเทศส่วนมากที่ใช้กระเป๋า จึงทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าตัวนี้ดูหรูเลิศ ใครมีไว้ใช้ก็ต้องภาคภูมิใจทีเดียว
วิธีดูกระเป๋า Hermes ว่าของจริงหรือปลอมนั้น เริ่มจากดูรูปทรงของกระเป๋าที่จะเล่นเส้นสายที่เฉียบขาด คำว่าบุบหรือเป็นริ้วรอยจะไม่มีให้เห็นเลย เรียกว่าเนี้ยบตั้งแต่รูปทรงไปจนถึงตะเข็บที่ละเอียด รอยต่อของหนังนั้นประณีตราวกับจะเป็นเนื้อเดียวกัน และที่สำคัญคือกลิ่นหนังของ Hermes ที่ปลอมกันไม่ได้เลยไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม เพราะจะเป็นกลิ่นหนังพิเศษเนื่องจากใช้หนังวัวพิเศษที่เลี้ยงมาจาก 3 แหล่งเท่านั้นคือ เยอรมนีตอนเหนือ รัสเซียและโปแลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและหญ้า จะทำให้วัวที่เลี้ยงมีขนอ่อนอยู่ตลอดทั้งตัว เมื่อนำมาฟอกแล้วจะได้กลิ่นหอมจาง ๆ ที่ไม่เหมือนกับกระเป๋าหนังวัวอื่น ๆ ที่จะมีกลิ่นสาบ
กระเป๋าทุกใบของHermesจะมีสีพิเศษที่เป็นประกายวาววามไม่ด้าน โดยเฉพาะรุ่นหนังจระเข้ที่เห็นปุ๊บก็รู้ว่าของแท้หรือปลอมเพราะสัมผัสแล้วจะนุ่มเนียนมือมาก และแม้จะเป็นกระเป๋าหนังแต่น้ำหนักของกระเป๋าHermesจะเบาสบายมือมาก ๆ
มีหลายคนยอมรับว่าที่เห่อของแบรนด์เนมเพราะเป็นของดีจริง ๆ ออกแบบมาสวย และที่สำคัญคือใช้ทนทานนานปี ดังนั้นใครจะชอบของแบรนด์เนมหรือชอบของก๊อบปี้ก็สตามสบายเถอะ อย่าไปว่ากันเลย เพราะมันเป็นความสุขเฉพาะตัวที่ไม่ไปหนักหัวใคร
ส่งตรงถึง Email Inbox คุณก่อนใคร ให้คุณ In Trend ไม่ตกกระแส
- มั่นใจและปลอดภัยจาก Spam เพราะใช้ Engine Service ของ Google
Popularity: 5%











Really cool article…many thanks
Keep up the good work!
JIttra