ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน
จริงๆว่าจะไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะช่วงนี้ประเทศชาติต้องการการสมานฉันทร์ แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะบ้านเมืองมันแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนไปแล้ว แต่อยากจะฝากข้อคิดอย่างนึงว่า ในบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเรากำลังสู้เพื่ออะไรและเพื่อใครกันแน่ ในสังคมเราถ้ามองในเชิงรัฐศาสตร์และเกมการเมืองจะพบว่ามีกลุ่มคนอยู่ 3 ระดับ
- ผู้กำหนด
- ผู้ขับเคลื่อน
- ผู้ตาม
แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าใครอยู่กลุ่มไหน บางครั้งคนที่เราคิดว่าเป็นคนกำหนดเกมส์อาจจะเป็นแค่คนขับเคลื่อน แต่ละคนมองไม่เหมือนกัน เพราะถ้าโลกเราผู้คนมองอะไรเหมือนกันหรือมีความสามารถทางการรับรู้และมีโอกาสรับรู้เท่ากัน กล่าวได้ว่าโลกเราก็จะไม่มีการแบ่งเป็นประเทศ
คนที่ไปชุมนุมแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งพันธมิตรหรือฝ่าย นปช ต่างก็ได้รับข้อมูลข่าวสารในเรื่องๆนึงในปริมาณที่ต่างกัน ความคิดและความเชื่อก็จะไหลเทไปทางสิ่งที่ตัวเองได้รับเยอะที่สุด แต่เท่าที่สังเกต ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่รับรู้แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ดีอย่างนู้นๆนี้ๆ แต่ไม่เคยเหลียวกลับมามองถึงปลายทางที่ตัวเองจะไป หลายคนตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร โค่นล้มแล้วได้อะไร จุดประสงค์จริงๆของกลุ่มคืออะไร รู้แต่ เอาทักษิณติดคุก เอาพวกพันธมิตรออกจากทำเนียบ ใครรักใครชอบใครก็เชียร์คนนั้น มันมีตัวแปรทางด้านอารมณ์เข้ามาประกอบด้วย
ในทางการเมือง ผมได้ติดตามตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน สมัยที่ยังเรียนอยู่ที่ท่าพระจันทร์ 3 ปี รังสิต 1 ปี เมื่อครั้งที่เรียนอยู่ที่ท่าพระจันทร์ก็ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งจากคนเก่าแก่แถวนั้น อาจารย์ ภารโรง ฯลฯ
เรื่องราวตั้งแต่สมัย 14 ตุลา ตลอดจน พฤษภาทมิฬ ได้ซึมซับเข้าไปกับจิตวิญญาณของผมตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นั่น ธรรมศาสตร์อาจจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติและการเรียกร้อง แต่ในความเป็นจริง จิตวิญญาณแห่งความเป็นธรรมศาสตร์จริงๆอยู่ที่ประโยคที่ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ต่างหาก ซึ่งต้องคนที่ได้มีโอกาสสัมผัสจริงๆถึงจะรับรู้
มีหลายคนมาถามว่ารู้สึกยังไงกับเรื่องแบบนี้ในฐานะที่ติดตามการเมืองและน่าจะเป็นหนึ่งในคนไทยส่วนน้อยที่ได้รับข้อมูลข่าวสารในหลายๆมิติทั้งจากในและต่างประเทศที่ไม่ใช่ข่าวฟรีทีวีรายวันหรือ ASTV ผมตอบว่ารู้สึกเฉยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นกลไกของผู้ที่กำหนดให้มันเป็น ถามว่าแล้วไปเข้าร่วมกับเค้าไม๊ ผมก็บอกว่าไป แต่ไม่ได้ไปเย้วๆเอามันอย่างเดียว ไปเพื่อดูว่าเค้าคิดกันอย่างไร คิดอย่างมีสติหรือในความเกลียดชังนำ บางคนพูดว่าไม่เข้าใจว่าทำไมธรรมศาสตร์ไม่ออกมาต่อต้านรัฐฯเหมือนกับที่อื่นๆ คนเดือนตุลาเมื่อหลายสิบปีที่แล้วอยู่ที่ไหน ผมจึงตอบเค้าไปว่า เรามีบทเรียนมาแล้วในอดีต และคนที่มีสติจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน
ในทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา หรือ เหตุการณ์ใดๆก็ตามล้วนมีสิ่งที่ทั้งถูกต้องและสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งแม้กระทั่งท่านปรีดี ยังเคยยอมรับว่าตัวเองก็เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดในเรื่องการไม่สามารถจัดการกับอำนาจที่ท่านทีอยู่ตอนนั้นได้แม้ว่าท่านจะไม่ได้นิยมชมชอบมันเลยก็ตาม
ประวัติศาสตร์เป็นตัวบอกเราว่าอย่าตกเป็นเหยื่อและมานั่งฆ่ากันเอง ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้วนไม่ใช่ผู้ที่ทำให้มันเกิดเรื่อง แต่คนที่อยู่เบืองหลังต่างหากที่เป็นคนทำ เราเป็นแค่อะไรที่อยู่บนกระดานหมากเท่านั้น
ที่ธรรมศาสตร์ไม่ได้สอนให้นักศึกษาเป็นซ้ายจัดเหมือนกับที่ใครหลายคนเข้าใจ และไม่ได้สอนให้ออกมาเรียกร้องใช้สิทธิของตัวเองโดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเดือดร้อน แต่สอนให้คนเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์และให้สิ่งที่ดีให้แก่กันนั่นคือความรัก ดังจะเห็นได้จากประโยคคำขวัญของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้เราควรเอาคนที่ไม่รักประชาชน หรือนักการเมือง หรือใครก็ตามที่ฉ้อราษฎ์บังหลวงมาลงโทษแต่ไม่ใช่ไปตีกันเองระหว่างประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งต้องการที่จะ take advantage จากเพื่อนชาวไทยด้วยกันเองและมากเกินไป เป็นสถานการณ์ที่ถูกกำหนดโดยกลุ่มคนแค่ไม่กี่กลุ่ม บอกได้เลยมันเป็นสงครามระดับที่ไม่ใช่แค่สนธิหรือสมัคร แต่มันมีกลไกบางอย่างที่หนุนคนพวกนี้อยู่ซึ่งจะไม่นำมาพูดในที่นี้
จะเห็นได้ว่าสติและปัญญาในการพิจารณาข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง บวกกับความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จะเป็นตัวนำให้ชาติปลอดภัยได้ อย่าปล่อยให้ตัวเราเองถูกครอบงำโดยข้อมูลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มิฉะนั้นเราจะเป็นเหมือนกับม๊อบแนวหน้าของแต่ละฝ่ายที่ตีกันเลือดตกยางออก บางคนถึงแก่ชีวิตโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังสู้เพื่อใครและเพื่ออะไรจริงๆกันแน่
ส่งตรงถึง Email Inbox คุณก่อนใคร ให้คุณ In Trend ไม่ตกกระแส
- มั่นใจและปลอดภัยจาก Spam เพราะใช้ Engine Service ของ Google
Popularity: 1%











ธรรมศาสตร์ไปอยู่กะ นปก (นรกป่วนกรุง)แล้ว ตอนนี้เด็กธรรมศาสตร์ได้ตายไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว เท่าทีพบเด็กธรรมศาสตร์ ช่วงหลังนี้ไม่คอ่ยมี spilit กะกานเมืองสนใจแต่ตัวเอง พอจะมีคนธรรมศาสตร์สนซักคนหน่อย ก็แค่ไปถ่ายรูป นี่แค่สภาพความเป็นจิงจาก office เล็กแห่งหนึ่งซึ่งมีเด็กธรรมศาสตร์เป็นตัวอย่างไม่ค่อยดีสามคน